7 หลักการทางจิตวิทยาการตลาด ที่นักการตลาดควรรู้

กุญแจสู่ความสำเร็จในการเข้าถึงผู้บริโภค

เมื่อคุณกำลังทำการตลาดกับลูกค้าที่มีอยู่หรือลูกค้าที่คาดหวัง คุณต้องการรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรและอะไรจะดึงดูดความสนใจพวกเขา หากคุณไม่สามารถดึงดูดความสนใจของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ก็จะมีคนอื่นหรือสิ่งอื่นมาดึงดูดแทน การทำการตลาดให้ประสบความสำเร็จนั้น คุณต้องรู้ว่าลูกค้าของคุณคิดอย่างไร การรู้วิธีคิดของพวกเขาจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าอะไรผลักดันให้พวกเขาตัดสินใจ โดยเฉพาะการตัดสินใจซื้อ

เมื่อคุณเริ่มเข้าใจเรื่องนี้ คุณสามารถปรับกลยุทธ์การตลาดของคุณให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันที่คุณต้องการดึงดูดและรักษาไว้ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าคุณอาจต้องสร้างกลยุทธ์การตลาดที่หลากหลายสำหรับฐานลูกค้าที่แตกต่างกัน เมื่อคุณรู้หลักการจิตวิทยาบางอย่างในการตลาด คุณสามารถสร้างสื่อการตลาดที่น่าประทับใจซึ่งมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะของคุณได้

แก่นของจิตวิทยาการตลาดคือการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาเพื่อเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค และนำไปสู่การออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่ตรงใจ เมื่อคุณเข้าใจว่าทำไมผู้คนจึงตัดสินใจซื้อ คุณจะสามารถสร้างแคมเปญที่มีประสิทธิภาพและพัฒนาแบรนด์ที่แข็งแกร่งได้

ต่อไปนี้คือ 7 หลักการสำคัญทางจิตวิทยาที่นักการตลาดควรรู้

1. การพิสูจน์ทางสังคม (Social Proof)

คือแนวคิดที่ว่าผู้คนมักจะปฏิบัติตามการกระทำของผู้อื่น โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่แน่ใจ เมื่อเห็นว่าคนอื่นๆ ชอบหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง พวกเขามีแนวโน้มที่จะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นั้นดีและน่าเชื่อถือ นักการตลาดใช้หลักการนี้โดยแสดงความนิยมของผลิตภัณฑ์ผ่านรีวิว ยอดขาย หรือการรับรองจากผู้มีชื่อเสียง

ผู้คนมักเชื่อถือและทำตามคนส่วนใหญ่ การแสดงว่าผลิตภัณฑ์ของคุณได้รับความนิยม เช่น แสดงจำนวนผู้ติดตามในโซเชียลมีเดีย หรือรีวิวจากลูกค้า จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ หรือ ร้านอาหารที่แสดงรางวัล “ร้านยอดนิยม” จากแอพพลิเคชั่นรีวิวอาหาร หรือแบรนด์เสื้อผ้าที่ใช้อินฟลูเอนเซอร์สวมใส่และรีวิวสินค้า

2. การหลีกเลี่ยงการสูญเสีย (Loss Aversion)

เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่ระบุว่าผู้คนมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียมากกว่าที่จะแสวงหาผลกำไร ความเจ็บปวดจากการสูญเสียมีผลกระทบทางอารมณ์มากกว่าความสุขจากการได้รับในปริมาณที่เท่ากัน นักการตลาดใช้หลักการนี้โดยเน้นย้ำสิ่งที่ลูกค้าอาจสูญเสียไปหากไม่ซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น แอพพลิเคชั่นฟิตเนสที่แจ้งเตือนผู้ใช้ว่า “คุณกำลังจะเสียสถิติการออกกำลังกายติดต่อกัน 7 วัน!” หรือเว็บไซต์จองโรงแรมที่แสดงข้อความ “เหลือห้องสุดท้าย! จองด่วนก่อนพลาดโอกาส”

3. ความเร่งด่วนและความขาดแคลน (Urgency and Scarcity)

หลักการนี้อธิบายว่าผู้คนมักให้คุณค่ากับสิ่งที่หายากหรือกำลังจะหมดไปมากกว่าสิ่งที่มีอยู่ทั่วไป ความรู้สึกว่าต้องรีบตัดสินใจก่อนที่โอกาสจะหมดไปสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็ว นักการตลาดใช้เทคนิคนี้โดยสร้างข้อเสนอแบบจำกัดเวลาหรือจำกัดจำนวน สินค้าที่หายากหรือมีจำนวนจำกัดมักดูมีคุณค่ามากกว่า การสร้างความรู้สึกเร่งด่วนหรือบอกว่าสินค้ามีจำนวนจำกัด จะช่วยเพิ่มความต้องการและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เช่น แบรนด์รองเท้าที่ผลิตรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด หรือเว็บไซต์ขายตั๋วคอนเสิร์ตที่แสดงจำนวนที่นั่งที่เหลืออยู่แบบเรียลไทม์ ผู้บริโภคมักกลัวการสูญเสียมากกว่าความต้องการได้รับ การสร้างความรู้สึกว่าพวกเขาจะพลาดโอกาสหากไม่ซื้อสินค้า เช่น การทำโปรโมชั่นจำกัดเวลา จะกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น

4. การตอบแทน (Reciprocity)

เป็นหลักการทางสังคมที่ระบุว่าเมื่อคนได้รับบางสิ่งบางอย่าง พวกเขามักรู้สึกว่าต้องตอบแทน การให้สิ่งของหรือบริการฟรีสามารถสร้างความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อสินค้าหรือบริการในอนาคต นักการตลาดใช้หลักการนี้โดยการเสนอของแถม ตัวอย่างฟรี หรือข้อมูลที่มีคุณค่า

เมื่อเราได้รับบางสิ่งฟรี เรามักรู้สึกอยากตอบแทน การให้ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ หรือเนื้อหาที่มีคุณค่าแก่ลูกค้า จะสร้างความรู้สึกอยากตอบแทนและเพิ่มโอกาสในการขาย ตัวอย่างเช่น ร้านกาแฟที่ให้เครื่องดื่มฟรี 1 แก้วในวันเกิดของลูกค้า หรือบริษัทซอฟต์แวร์ที่ให้ทดลองใช้ฟรี 30 วันก่อนตัดสินใจซื้อ

5. อคติการยึดติด (Anchoring Bias)

อธิบายถึงแนวโน้มของมนุษย์ที่จะให้น้ำหนักมากเกินไปกับข้อมูลแรกที่ได้รับ (จุดยึด) เมื่อต้องตัดสินใจ ในการกำหนดราคา ราคาแรกที่ลูกค้าเห็นจะเป็นจุดอ้างอิงสำหรับการประเมินราคาต่อๆ ไป นักการตลาดใช้เทคนิคนี้โดยการแสดงราคาสูงก่อน แล้วตามด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้ราคาที่ลดลงดูคุ้มค่ามากขึ้น เช่น ร้านเฟอร์นิเจอร์ที่แสดงราคาเต็มที่สูงกว่าควบคู่กับราคาลดพิเศษ หรือบริษัทโทรคมนาคมที่เสนอแพ็คเกจรายปีในราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับแพ็คเกจรายเดือน ผู้บริโภคมักใช้ข้อมูลแรกที่ได้รับเป็นจุดอ้างอิงในการตัดสินใจ การแสดงราคาเต็มก่อนราคาลดพิเศษ หรือเปรียบเทียบแผนราคารายเดือนกับรายปี จะช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่ากำลังได้ดีลที่คุ้มค่า

6. ทฤษฎีช่องว่างข้อมูล (Information Gap Theory)

อธิบายว่าเมื่อผู้คนตระหนักถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่พวกเขารู้และสิ่งที่พวกเขาต้องการรู้ พวกเขาจะมีแรงจูงใจที่จะเติมเต็มช่องว่างนั้น ความอยากรู้อยากเห็นนี้สามารถกระตุ้น ให้ผู้คนค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม นักการตลาดใช้หลักการนี้โดยสร้างหัวข้อหรือเนื้อหาที่กระตุ้นความอยากรู้ ความอยากรู้อยากเห็นเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง การสร้างหัวข้อที่น่าสนใจแต่ไม่เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคอยากรู้เพิ่มเติมและมีส่วนร่วมกับแบรนด์ของคุณ เช่น นิตยสารที่ใช้พาดหัว “10 เคล็ดลับลับที่มหาเศรษฐีไม่เคยบอกใคร” หรือวิดีโอโฆษณาผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่เริ่มต้นด้วย “คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมคุณลดน้ำหนักไม่สำเร็จ?”

7. ผลพิกมาเลียน (Pygmalion Effect)

หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ผลโรเซนทาล” อธิบายว่าความคาดหวังที่สูงขึ้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เมื่อคนเชื่อในความสามารถของตนเองหรือผู้อื่น พวกเขามีแนวโน้มที่จะทำได้ดีขึ้น นักการตลาดใช้แนวคิดนี้โดยการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความคาดหวังเชิงบวกเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ ความคาดหวังสามารถส่งผลต่อพฤติกรรมได้ การสื่อสารค่านิยมและวิสัยทัศน์ของแบรนด์อย่างชัดเจน จะช่วยสร้างความคาดหวังเชิงบวกและส่งเสริมให้ทั้งพนักงานและลูกค้ามีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ในแง่บวก เช่น บริษัทเทคโนโลยีที่สื่อสารวิสัยทัศน์ “เราจะเปลี่ยนโลกด้วยนวัตกรรม” กับพนักงาน

สรุป

การนำหลักการเหล่านี้มาใช้อย่างมีจริยธรรมและสร้างสรรค์ จะช่วยให้คุณสร้างแคมเปญการตลาดที่มีประสิทธิภาพ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้าของคุณ

จำไว้ว่า การเข้าใจจิตวิทยาผู้บริโภคไม่ใช่เพียงเพื่อการขาย แต่เพื่อการสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าด้วย การใช้หลักจิตวิทยาการตลาดอย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้คุณสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาวของธุรกิจ

 

Source: mailchimp

 

LMS-Elearning

อยากทำเว็บไซต์ธุรกิจที่ช่วยสร้างยอดขายได้จริง ปรึกษา WOW ฟรีที่นี่

รับบทความใหม่ ไปอ่านก่อนใครไหม?

ทำธุรกิจออนไลน์ด้วยความรู้อัปเดต เข้าใจง่าย ได้ยอดขายดีจริงๆ กันดีกว่า!

บทความน่าอ่านในหมวดเดียวกัน

Marketing Trends 2025-เทรนด์การตลาด2025- -เทรนด์การตลาด2568
Marketing

รวม Marketing Trend 2025 ที่นักการตลาดมืออาชีพห้ามพลาด 

แวดวงการตลาดเป็นสายงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ วิธีการสื่อสาร และช่องทางการนำเสนอที่จะต้องปรับให้ทันกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ดังนั้น การติดตามและทำความเข้าใจเทรนด์การตลาดจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักการตลาด เพื่อนำเทรนด์ไปใช้พัฒนากลยุทธ์ให้แบรนด์ทำการตลาดได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และสร้างความไว้ใจให้แบรนด์กลายเป็นตัวเลือกแรกที่ลูกค้าอยากใช้บริการต่อไป โดยในบทความนี้ WOW ได้รวบรวม Marketing Trend 2025 ที่คาดว่าจะได้รับความนิยมเอาไว้ เราจะไปดูกันเลยว่ามีเทรนด์อะไรที่น่าสนใจและนักการตลาดไม่ควรพลาดบ้าง Marketing Trends 2025 ที่น่าจับตาจาก 1.AI และ Machine Learning เป็นเทรนด์หลักของปี

thai tourism trends 2025
Marketing

เทรนด์ท่องเที่ยวคนไทยปี 2025 เปิดข้อมูลพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่

การท่องเที่ยวกำลังกลับมาคึกคักอีกครั้ง และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากผลสำรวจล่าสุดของ SiteMinder’s Changing Traveler Report 2025 ที่สำรวจนักท่องเที่ยวกว่า 12,000 คนใน 14 ประเทศ ได้เผยให้เห็นเทรนด์การท่องเที่ยวที่น่าสนใจของคนไทย คนไทยพร้อมบินลัดฟ้า ปี 2025 จะเป็นปีแห่งการเดินทางของคนไทย โดย 83% มีแผนท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials ที่สูงถึง 87%